วิธีสังเกตดวงตาผู้ที่ได้รับสารเสพติด

การพบปะผู้คนนั้นเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าหากว่าเรากำลังพบคนที่ไม่ปกติเราจะสังเกตอย่างไร? วันนี้เรามานำเสนอวิธีสังเกตม่านตาของคู่สนทนา ซึ่งทำให้เราสามารถรับรู้ได้ว่าคนผู้นั้นปกติหรือไม่ ปลอดภัยต่อร่างการและทรัพสินของเราหรือเปล่า โดยเราจะนำเสนอม่านตาของผู้ที่ใช้สารเสพติดหรือสารที่มีฤทธิ์ต่อประสาทที่ส่งผลให้สีตาเปลี่ยนไป โดยจะเห็นชัดสุดในช่วง 2 ชั่วโมงแรก  และดวงตาของพวกเขาจะไวต่อแสง เพราะรูม่านตาขยายออก เห็นได้ว่าบางคนนั้นอาจใส่แว่นดำ บางคนตาแข็งผิดปกติ ซึ่งสารเหล่านี้จะตกค้างภายในร่างกายประมาณ 48 ชั่วโมง   โดยคนพวกนี้อาจเกิดอาการคลุ้มคลั่งเมื่อไรก็ได้ หรือมีความสามารถในด้านการคุมอารมณ์ที่บกพร่อง ไม่เสถียร หากมีเพื่อนคุณควรดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อตัวเขาเองและคนรอบข้าง เพราะบางทีสีม่านตาหรืออาการตาเบิกโพลงอยู่ตลอดเวลาอาจไม่ได้มาจากสารเสพติดระงับประสาท แต่อาจเกิดจากโรคประจำตัวของบุคคลนั้น ๆ เช่น โรคลมชัก

ที่มาของเจลลาติน

เจลาติน (Gelatin) คือ โปรตีนชนิดหนึ่งที่เกิดจากการสลายคอลลาเจนด้วยกรดหรือด่าง มีลักษณะเป็นผงสีน้ำตาลอ่อน สามารถสกัดได้จากกระดูกและหนังสัตว์เช่น วัว ควาย หมู เมื่อนำผงเจลาตินมาอุ่นด้วยน้ำที่อุณหภูมิประมาณ 32 C มันจะหลอมกลายเป็น ของเหลวหนืด ตั้งทิ้งไว้ให้เย็น ของเหลวจะเซ็ตตัวกลายเป็นเจลมีลักษณะคล้ายเยลลี่ ส่วนในผลิตภัณฑ์อาหารนั้นได้มีการนำไปใช้อย่าหลากหลาย เช่น ผลิตภัณฑ์นม ใช้ในการทำนมเปรี้ยว(ใช้ 0.2-0.8%) เนยนิ่ม (soft cheese) เช่น ซาวร์ครีม, ครีสชีส,คอตเตจชีส, ชีสสเปรด (เนยทาขนมปัง), เค้กแช่แข็ง, พุดดิ้ง, เต้าหู้นมสด, คัสตาร์ด, มูส,ไอศครีม, เนยไขมันต่ำ, มาการีน (ใช้เจลาติน0.5-3.5%) และในผลิตภัณฑ์เนื้อก็ใช้ด้วยเช่นกัน อย่างเนื้อบรรจุกระป๋อง, ไส้กรอก, เคลือบผิวแฮม, อาหารทะเลกระป๋อง และในอาหารประเภทอื่นๆ อย่าง ซุป, ซอส, มายองเนสไขมันต่ำ, น้ำสลัด, น้ำผลไม้ ก็ใช้กันบ้างเช่นกัน   ส่วนในวงการแพทย์ ก็มีการนำ เจลาติน นั้นมาเป็นส่วนประกอบในการเคลือบเม็ดยา, ผลิตเป็นแคปซูล ทั้งแคปซูลแข็ง และแคปซูลนิ่ม เพื่อใช้ในการบรรจุยา ,ใช้เป็สารเพิ่มความหนืดในตำรับยาต่างๆ และใช้เป็นส่วนผสมของยาชนิดครีม อีกด้วย […]